อานิสงส์ของการกินเจ

ประวัติการกินเจเดือนเก้าจีน (เก้าอ๊วงเจ)

พิธีการกินเจเดือนเก้า หรือ เทศกาลกินเจ กำหนดเอาวันตามจันทรคติ คือเริ่มตั้งแต่ วันขึ้น ๑ ค่ำ ถึง ๙ ค่ำ เดือน ๙ ตามปฏิทินจีนทุกปี รวม ๙ วัน ๙ คืน

ในพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานมีอรรถาอธิบายว่า “เป็นการประกอบพิธีกรรมเพื่อสักการะบูชาพระพุทธเจ้าในอดีตกาล ๗ พระองค์ และพระมหาโพธิสัตว์อีก ๒ พระองค์ รวมเป็น ๙ พระองค์ด้วยกัน หรืออีกนัยหนึ่งเรียกว่าดาวนพเคราะห์ทั้ง ๙ อันมีพระอาทิตย์, พระจันทร์, ดาวพระอังคาร, ดาวพระพุธ, ดาวพระพฤหัสบดี, ดาวพระศุกร์, ดาวพระเสาร์, พระราหู และพระเกตุ

ในพิธีกรรมสักการะบูชา พระพุทธเจ้า ๗ พระองค์ และพระมหาโพธิสัตว์อีก ๒ พระองค์นี้ สาธุชนในพุทธศาสนาต่างจะพากันสละเวลาและละกิจทางโลกมาบำเพ็ญศีลตั้งปณธานกินเจ บริโภคแต่อาหารผักและผลไม้ งดเว้นอาหารเนื้อของสดคาว ด้วยการสมาทานรักษาศีล ๓ ข้อ กล่าวคือ
๑. เว้นจาการเอาชีวิตของสัตว์มาบำรุงชีวิตตน
๒. เว้นจากการเอาเลือดของสัตว์มาเพิ่มเลือดตน
๓. เว้นจากการเอาเนื้อของสัตว์มาเป็นเนื้อตน

เพื่อซักฟอกมลทินออกจากร่างกาย วาจาและจิตใจต่างสวมเสื้อผ้าสีขาวสะอาดบริสุทธิ์ ปราศจากจุดด่างพร้อยพากันเดินทางสู่วัดวาอารามพร้อมด้วยดอกไม้ ธูปและเทียน ไปนมัสการน้อมบูชาแด่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระพุทธเจ้าทั้ง ๗ พระองค์ อีกทั้งพระมหาโพธิสัตว์ ๒ พระองค์ พร้อมจัดหาเครื่องกระดาษทำเป็นรูปเครื่องทรง เสื้อผ้า หมวก รองเท้า กระดาษเงิน กระดาษทองต่าง ๆ ไปน้อมถวายเป็นเครื่องสักการะเพื่อเป็นกุศลสมาทาน (ในอดีตจำเดิมแท้นั้นจะนำเอาวัตถุสิ่งของ เครื่องใช้ปัจจัย ๔ นำไปถวายนักบวช พระ เณร ผู้ทรงศีลและแจกทานด้วยเสื้อผ้าเงินทองที่เป็นของจริง ๆ แก่คนทุกข์คนยากจน ภายหลังด้วยความไม่เที่ยงของอุปาทาน กาลเวลาปรพเพณีผันแปรไปกลายมาใช้กระดาษแทนของจริงนับเป็นโมหะกรรมของมนุษย์เอง) หลังจากนั้นจะร่วมกันสวดมนต์ทำสมาธิภาวนาแผ่เมตตาจิตขอพรต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อความเจริญสมบูรณ์พูนสุขแก่ตนเองและครอบครัวทุกคน



เบื้องต้นแห่งพิธีกรรม “เก้าอ๊วงเจ” (กินเจเดือนเก้า)

มีอรรถกล่าวไว้ดังนี้

ในกาลครั้งหนึ่งองค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประทับอยู ณ สีวาลัยรัตนสถาน มีบรรดาพระมหาโพธิสัตว์ ท้าวมหาพรหม ท้าวสักกะ เทพเจ้า ยักษ์ นาค คนธรรพ์ กินนร ฯลฯ ได้พากันมาเฝ้าพระพุทธองค์ ในขณะนั้นพระมัญชุศรีมหาโพธิสัตว์ ได้ทูลถามต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อันพระเทพสัตตเคราะห์ ๗ องค์ ได้มีกุศลสะสมมาอย่างไรกับมีปัจจัยเหตุอย่างไร? จึงได้เสวยทิพยผลอันรุ่งเรืองเพรียบพร้อมไปด้วยยศและอำนาจในเทวภพนี้”

สมเด็จพระบรมศาสดาจึงมีพระพุทธดำรัสตอบว่า

“ดูกร....มัญชุศรี อันดาวเทพสัตตเคราะห์ทั้ง ๗ นั้น แท้จริงเป็นพระอวตารภาพแห่งอดีตพระพุทธเจ้า ๗ พระองค์ทรงแบ่งภาคมาแสดงให้ปรากฏ กับพระมหาโพธิสัตว์อีก ๒ พระองค์ ก็แบ่งภาคมาเป็นดาวพระราหูและดาวพระเกตุรวมเป็นดาวพระเคราะห์ทั้ง ๙ ฉะนั้นจึงสมบูรณ์ด้วยอลังการยศ และอำนาจอันไม่มีปริมาณเห็นปานฉะนี้”

พระพุทธเจ้าทั้ง ๗ และพระมหาโพธิสัตว์ทั้ง ๒ ทรงตั้งพระปณิธานจักโปรดสัตว์โลก จึงได้แบ่งพระภาคมาเป็นเทพเจ้า ๙ พระองค์

เทพเจ้าทั้ง ๙ พระองค์นี้ ทรงอำนาจตบะอันเรืองฤทธิ์ บริหารธาตุทั้ง ๕ ในจักรวาล ได้แก่ ธาตุดิน, ธาตุน้ำ, ธาตุไฟ, ธาตุลม และธาตุทอง ทั่วพิภพน้อยใหญ่ทุกสารทิศจึงทรงแบ่งพระภาคต่อจากนี้อีกวาระหนึ่งเป็นดาวนพเคราะห์

(ดาวพระเคราะห์ทั้ง ๙ ดวง) ดังต่อไปนี้
๑. พระอาทิตย์
๒. พระจันทร์
๓. ดาวพระอังคาร
๔. ดาวพระพุธ
๕. ดาวพระพฤหัสบดี
๖. ดาวพระศุกร์
๗. ดาวพระเสาร์
๘. พระราหู
๙. พระเกตุ

เทพเจ้าทั้ง ๙ พระองค์ทรงเครื่องทรงอย่างแบบพระมหากษัตริย์ ประชาชนจึงถวายพระนามว่า “เก้าอ๊วง” หรือ “กิวอ๊วง” แปลว่า “นพราชา” (อธิบายความตามหลักนักโหราศาสตร์)

กำหนดเวลาทุก ๆ ปีของวันขึ้น ๑ ค่ำ ถึง ๙ ค่ำ เดือน ๙ ตามจันทรคติ (ฝ่ายจีน) เทพเจ้าประจำดาวเคราะห์ ต่างองค์จะทรงผลัดเปลี่ยนกันลงมาตรวจโลกทั้งกลางวันและกลางคืน บุคคลใดมีความประพฤติตั้งอยู่ใน กุศลกรรมวิถี (บุญ) ก็จักทรงประทานพรอำนวยความสมบูรณ์พูนสุขให้ หากบุคคลใดมีความประพฤติในอกุศลกรรมวิถี (บาป) ก็จักทรงลงโทษทัณฑ์ตามโทษานุโทษ

เทพเจ้าแห่งดาวนพเคราะห์ ทรงพระคุณแก่โลกเป็นอเนกประการเฉพาะอย่างยิ่ง เบญจธาตุทั้ง ๕ คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม และธาตุทอง ที่พระองค์ทรงประทานไว้ให้แต่ละอย่างเป็นของจำเป็นในสรรพสังขารอันไม่มีจำกัด รวมทั้งมนุษย์ สัตว์ทุกชนิด ต้นไม้ ฯลฯ

มนุษย์ หากไม่มีธาตุลม ก็ถึงแก่ความตาย
มัจฉาชาติ ถ้าหากไร้ธาตุน้ำเป็นที่อยู่อาศัย ก็ต้องตาย
พฤกษาชาติ ถ้าหากหมดธาตุดิน ก็อับเฉา กิ่งใบแห้งตาย
สัตว์โลก ถ้าหากสูญสิ้นธาตุไฟในร่างกาย ก็มีชีวิตอยู่ไม่ได้
เศรษฐกิจการค้า อันเป็นหัวใจสำคัญอย่างยิ่งของมนุษย์ทั่วโลกในสมัยปัจจุบัน ถ้าหากขาดธาตุทองก็ไม่สามารถดำเนินกิจการให้ลุล่วงไปได้

ปวงสัตว์โลกไม่เลือกว่าจะมาจาก
๑. อุปปาติกกำเนิด เกิดขึ้นเอง
๒. ชลาพุชะกำเนิด เกิดจากครรภ์ (มดลูก)
๓. อัณฑชะกำเนิด เกิดเป็นฟองไข่ แล้วจึงเกิดเป็นตัว
๔. สังเสทธะกำเนิด เกิดในไคลที่ชื้นและที่หมักหมมเน่าเปื่อย

รวมทั้งอุปาทินนกสังขาร สังขารที่มีใจครอง
อนุปาทินนกสังขาร สังขารที่ไม่มีใจครอง
ก็ล้วนอยู่ภายใต้การบัญชาของเทพเจ้าทั้ง ๙ พระองค์ทั้งสิ้น

เทพเจ้าทั้ง ๙ พระองค์นี้ ทรงน้ำพระทัยเปี่ยมไปด้วยพระเมตตาคุณ ทรงควบคุมดาวนพเคราะห์ให้เดินตามวิถีโคจรด้วยความบริบูรณ์ ทั้งทรงธรรมเนตรสอดส่องควบคุมทุกข์สุขของสัตว์โลกเสมอมา

ในลัทธิมหายาน ยังมีอรรถกล่าวอธิบายว่า

“ดาวพระเคราะห์ทั้ง ๙ นี้ ต่างกระทำการในหน้าที่หมุนเวียนธาตุทั้ง ๕ ให้แก่โลกมนุษย์นับเป็นเวลาหลายล้านปีมาโดยมิได้หยุดพักเลย ก็เนื่องด้วยพระองค์ทรงบัญชาบริรักษ์ควบคุมอยู่ และทรงเล็งทิพยญาณว่า ถ้าหากดวงดาวนพเคราะห์จะหยุดพักแม้เพียงขณะหนึ่งเล็กน้อยเท่านั้น ก็จะเกิดมหันตภัยใหญ่หลวงสุดจะประมาณได้ โรคมนุษย์ก็จะถึงซึ่งความพินาศ สลายลง มนุษย์กับสัตว์โลกจะตายหมด จะไม่มีแม้แต่ละอองธุลีของสังขารเหลืออยู่อีกเลย”

อันพิธีกรรมบูชาดาวนพเคราะห์นั้น นับว่ามีอานิสงส์มากมาย ทั้งเป็นกรรมคติและเกิดธรรมนิมิตรสู่บรรดาพุทธบริษัททั้งหลายให้ได้มีโอกาสกระทำวิสาสะกัน ในยามที่ต่างคนต่างมีจิตเบิกบานผ่องแผ้วถือศีล กินเจ นุ่งขาวห่มขาวอันเป็นปัจจัยเตือนตนเองให้สำนึกว่าตนเป็นคนบริสุทธิ์ขาวสะอาดทั้งกาย วาจา และใจอยู่ในศีลธรรมและความสามัคคีธรรม พร้อมอยู่แล้วที่จะให้อภัยอโหสิกรรมซึ่งกันและกัน ร่วมกันน้อมนมัสการเทพเจ้าทั้ง ๙ พระองค์นี้เป็นการแสดงความเคารพในพระเมตตากรุณาธิคุณ และเป็นน้ำหนึ่งน้ำใจเดียวกันในการถวายเครื่องสักการะบูชาแก่พระองค์ทั้ง ๙ เป็นการบูชาพระเมตตาคุณที่ทรงไว้ซึ่งธาตุทั้ง ๕ ให้แก่โลกทุกโลกสามารถดำรงอยู่ตามจักรราศียั่งยืนตลอดมา แล้วจึงพร้อมจิตพร้อมใจกันน้อมขอพระกรุณาธิคุณได้โปรดประทานพระพรให้อยู่เย็นเป็นสุข

พิธีกรรมถือศีลกินเจ ไม่เสพเนื้อสัตว์ และการบูชาดาวนพเคราะห์ทำบุญแจกทานแก่คนทุกข์คนยากจนนี้เป็นที่นิยมกันมาแต่โบราณกาล การถือศีลกินเจเดือนเก้าเป็นพิธีกรรมที่ศักดิ์สิทธิ์ได้แผ่เมตตากรุณาจิตช่วยปลดปล่อยชีวิตสัตว์ให้รอดตายได้จริง ๆ แม้จะเป็นระยะเวลาเพียง ๙ วัน ๙ คืน ก็นับว่าเป็นปฐมเหตุ ให้ดวงจิตได้รับเมล็ดพันธุ์แห่งมหากรุณาธรรมบารมี เพื่อสักวันหนึ่งในภายหน้ายังมีโอกาสจำเริญงอกงามขึ้นจนถึงขั้นบรรลุมรรคผลได้ในที่สุด

มีสาธุชนจำนวนมากที่ได้รับอานิสงส์จากการถือศีลกินเจเพียง ๙ วัน ๙ คืน ทั้งทางร่างกายและจิตใจสามารถสัมผัสรู้ได้ด้วยตนเอง จึงถือเอาโอกาสอันดีนี้เป็นนิมิตหมายตัดสินใจตั้งปณิธานเลิกกินเนื้อสัตว์ ไม่เบียดเบียนผู้อื่นไปจนตลอดชีวิต

ประเพณีกินเจเดือนเก้านับเป็นประเพณีที่ศักดิ์สิทธิ์และควรค่าแก่การอนุรักษ์ให้คงไว้เป็นมรดกสืบทอดต่อไปตราบนานเท่านาน

ความหมายของคำว่า “เจ”

คำว่า “เจ” ในภาษาจีนมีความหมายทางพุทธศาสนาฝ่ายมหายานว่า “อุโบสถ” คำว่า “กินเจ” ตามความหมายที่แท้จริงคือการรับประทานอาหารก่อนเที่ยงวัน ดังเช่นที่ชาวพุทธในประเทศไทยถือ “อุโบสถศีล” หรือ “รักษาศีล ๘” จะไม่รับประทานอาหารหลังจากเที่ยงวันไปแล้ว

แต่เนื่องจากการถืออุโบสถศีลของชาวพุทธฝ่ายมหายานไม่กินเนื้อสัตว์ จึงนิยมเรียก “การไม่กินเนื้อสัตว์” ไปรวมกับคำว่า “กินเจ” ซึ่งเป็นการถือศีลไปด้วย ในปัจจุบันผู้ที่รับประทานอาหารทั้ง ๓ มื้อ แต่ไม่กินเนื้อสัตว์ก็ยังคงเรียกว่า “กินเจ” ฉะนั้นความหมายก็คือ “คนกินเจ” มิใช่เพียงแต่ไม่กินเนื้อสัตว์ แต่คนที่กินเจยังตืองดำรงตนอยู่ในศีลธรรมอันดีงาม มีความบริสุทธิ์สะอาด งดงามทั้งกาย วาจา ใจ เป็นการถือศีลบำเพ็ญธรรมไปด้วยพร้อมกัน เช่นนี้แล้วจึงจะเรียกว่า “กินเจที่แท้จริง”

ดังนั้น คำคล้องจองที่เราได้ยินอยู่เสมอ คือ “ถือศีล กินเจ” จึงนับว่ามีความหมายสมบูรณ์ครบถ้วนอยู่ในตัวเองแล้ว

ตามร้านขาย “อาหารเจ” เราพบเห็นตัวอักษรภาษาจีนที่อ่านว่า "ไจ" (เจ) แปลว่า “ไม่มีของคาว” เขียนด้วยสีแดงบนพื้นสีเหลืองเสมอ ในช่วงเทศกาลกินเจเดือน ๙ จะเห็นตัวอักษรนี้เขียนบนธงสีเหลือง ปักอยู่ตามแผงขายอาหารเจมองเห็นเป็นที่สะดุดตาแก่คนทั่วไป

ชาวจีนถือว่าสีแดงเป็นสีแห่งสิริมงคลแก่ชีวิต สีเหลืองเป็นสีของผู้ทรงศีล ดังนั้นผู้ตั้งใจถือศีลบำเพ็ญตนให้บริสุทธิ์ ตัวอักษรนี้ย่อมเป็นเครื่องหมายเตือนสติให้ระลึกไว้เสมอว่า “การกินเจงดเว้นเนื้อสัตว์ของคาว คือ การปฏิบัติธรรมรักษาศีลของความเป็นมนุษย์ เป็นการเจริญมหาเมตตากรุณาธรรมโดยแท้ อันจะนำมาซึ่งความเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและก่อให้เกิดสันติสุขแก่ทุกชีวิตบนโลก”



รู้และเข้าใจในการกินเจอย่างถูกต้อง

ตั้งแต่โบราณกาลนับเป็นพัน ๆ ปีจวบจนกระทั่งถึงปัจจุบัน ไม่ว่าโลกจะผันแปรไปในทิศทางใดก็ตาม คนจำนวนหลายพันหลายหมื่นครอบครัวที่ดำรงชีวิตอยู่ด้วยการรับประทานแต่อาหารเจสืบทอดจากบรรพบุรุษก็ยังมีอยู่ให้พบเห็นได้ในทุกวันนี้

“อาหารเจ” เป็นอาหารที่ปรุงขึ้นมาจากพืชผักธรรมชาติล้วน ๆ ไม่มีเนื้อสัตว์ปะปะ และที่สำคัญต้องไม่ปรุงด้วยผักฉุนทั้ง ๕ ได้แก่ กระเทียม หัวหอม หลักเกียว กุ้ยฉ่าย ใบยาสูบ บรรพชนในแต่ละครัวเรือนของคนกินเจได้ถ่ายทอดหลักของการกินเจที่ถูกต้อง และศิลปะในการปรุงไว้ให้แก่ลูกหลานของตน สืบต่อเนื่องกันมาโดยไม่ขาดสาย

คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าอาหารเจเป็นอาหารที่มีรสจืดชืดไม่อร่อย ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิดพลาดมาก ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะไม่มีโอกาสได้ลิ้มรสอาหารเจที่แท้จริงก็เป็นได้ อาหารเจมีรสชาดอร่อยกลมกล่อมต่างไปจากอาหารที่ปรุงด้วยเนื้อสัตว์โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารเจไม่มีกลิ่นเหม็นคาวใด ๆ เลย อาหารเจบางอย่างคนทั่วไปที่ได้รับประทานแต่อาหารเนื้อจะไม่มีโอกาสได้รู้จักหรือลิ้มรสเลยในชีวิต เนื่องด้วยอาหารเหล่านั้นทำขึ้นรับประทานกันเฉพาะในบรรดากลุ่มของคนที่กินเจเท่านั้น

บางคนมักคิดเอาเองว่า หากรับประทานแต่อาหารเจจะทำให้เป็นโรคขาดอาหาร แต่ทางการแพทย์กลับยืนยันว่าไม่ว่าจะเป็นคนที่กินอาหารเนื้อหรือคนที่กินเจ ก็มีสิทธิ์เป็นโรคขาดอาหารได้เท่ากัน สาเหตุสำคัญของโรคขาดอาหารในคนทั้ง ๒ กลุ่มก็คือ การรับประทานอาหารที่ไม่ถูกหลัก บริโภคอาหารไม่ครบ ๕ หมู่ ได้แก่ คาร์โบไฮเดรต แป้งและน้ำตาล โปรตีน ไขมัน วิตามิน และเกลือแร่ เป็นเหตุให้ได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ ไม่ครบถ้วนตามที่ร่างกายต้องการ ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า โรคขาดอาหารไม่ได้ขึ้นอยู่กับการกินเนื้อหรือกินเจ แต่ขึ้นอยู่กับนิสัยกินตามใจ เลือกกินแต่อาหารที่ตนชอบโดยไม่คำนึงถึงคุณประโยชน์ที่จะได้จากการรับประทานอาหารนั้น ๆ

ในความเป็นจริงแล้ว คนที่กินเจอย่างถูกหลักจะรู้สึกว่าตนได้รับประทานอาหารที่มีคุณค่า มีคุณประโยชน์ต่อร่างกายครบถ้วนสมบูรณ์มากกว่าคนที่บริโภคอาหารเนื้อเสียอีก ผู้ที่ทดลองรับประทานอาหารเจได้ระยะหนึ่งถึงกับกล่าวว่า “การรับประทานอาหารเจ ทำให้มีโอกาสได้กินพืชผักที่มีคุณประโยชน์มากมายหลายชนิด ซึ่งในระหว่างที่รับประทานอาหารเนื้อไม่เคยใส่ใจเลย”

คนกินเจรู้จักวิธีดัดแปลงแปรรูปธัญพืชในธรรมชาติให้ได้มาซึ่งโปรตีน เราจะพบเห็นผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปจากเมล็ดถั่วเหลืองมากมายหลายชนิด เช่น น้ำนมถั่วเหลือง (น้ำเต้าหู้) เต้าหู้ขาว เต้าหู้เหลือง เต้าเจี้ยว น้ำมันถั่วเหลือง ซีอิ๊ว ฟองเต้าหู้ ฯลฯ ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ล้วนเป็นแหล่งโปรตีนอันอุดมและมีคุณค่าสูงยิ่ง

ทุกวันนี้ไม่ว่าเด็ก หรือผู้ใหญ่นิยมบริโภคแต่เนื้อสัตว์กันมากจนละเลยอาหารผักซึ่งมีคุณประโยชน์สูงไปอย่างน่าเสียดาย หลายคนมีนิสัยเลือกรับประทานเฉพาะเนื้อสัตย์และเขี่ยผักทิ้งไม่ยอมบริโภค นี่แหละเป็นสาเหตุสำคัญของโรคขาดสารอาหาร ทำให้ร่างกายไม่ได้รับสารอาหารครบตามที่ต้องการ จะพบว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ที่ทานผักน้อยหรือไม่ทานเลยมักป่วยเป็นโรคต่าง ๆ เช่นโรคขาดอาหาร ขาดวิตามิน โรคกระเพาะ โรคเกี่ยวกับลำไส้ และทางเดินอาหาร สุขภาพไม่แข็งแรง เซื่องซึม ไม่เฉลียวฉลาด ขาดปฏิภาณไหวพริบ สติปัญญาต่ำ พัฒนาการทางร่างกายและจิตใจไม่สมบูรณ์

ประจักษ์พยานสำคัญที่บ่งชี้ให้เห็นถึงความล้ำค่าของอาหารเจก็คือ บรรดาครอบครัวของผู้ที่กินเจตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษสืบต่อกันลงมาหลายชั่วคน ก็ยังคงมีให้เราพบเห็นอยู่จนทุกวันนี้ จากคนรุ่นหนึ่งสู่คนอีกรุ่นหนึ่งต่อเนื่องกัน หลักเกณฑ์ที่ถูกต้องและดีงามและทรงคุณค่า ก็ยังอยู่เป็นอมตะไม่เปลี่ยนแปลง ทุก ๆ คน ทุก ๆ ครอบครัวที่บริโภคแต่อาหารเจล้วนมีพลานามัยที่สมบูรณ์แข็งแรง ปราศจากโรคร้ายแรงเบียดเบียน และสามารถปฏิบัติภาระกิจการงานได้เป็นอย่างดี แม้แต่ทารกที่เกิดจากมารดาซึ่งกินเจอย่างถูกหลักก็ไม่พบว่าขาดสารอาหารแต่อย่างใด ตรงกันข้ามเด็ก ๆ ทุกคนล้วนมีร่างกายแข็งแรงสุขภาพอนามัยดี ไม่เป็นโรคติดต่อใด ๆ ได้ง่าย มีภูมิต้านทานสูง จิตใจเบิกบาน ร่าเริงสดใส เฉลียวฉลาด ปฏิภาณไหวพริบ สติปัญญาดี

เพราะฉะนั้นคนเราถึงจะมีฐานะดีร่ำรวยมหาศาล แต่หากไม่รู้จักรับประทานอาหารให้ถูกต้องครบถ้วนก็เป็นโรคขาดสารอาหารได้พอ ๆ กับคนยากจนอดอยากที่ไม่มีจะกิน ไม่ว่าท่านจะกินเนื้อหรือกินเจ หากกินไม่ถูกต้องก็มีสิทธิ์เป็นโรคขาดอาหารได้เท่ากัน พึงตระหนักไว้อยู่เสมอว่า “ทรัพย์สินเงินทองซื้อสุขภาพไม่ได้ สุขภาพที่ดีขึ้นอยู่กับการรู้จักปฏิบัติตัวของท่านเอง”



ข้อควรปฏิบัติในการรับประทานอาหารเจ

๑. พืชผักและผลไม้ เป็นของคู่กันเสมอ นอกจากผักสด ๆ ที่นำมาปรุงเป็นอาหารแล้ว คนกินเจจำเป็นต้องรับประทานผลไม้สด ๆ หลังอาหารทุกมื้ออย่างสม่ำเสมอ การเลือกซื้อผักผลไม้เพื่อนำมาปรุงและ การบริโภคในแต่ละวัน ควรจัดให้ได้ครบตามสีของธาตุทั้ง ๕ ดังนี้
สีแดง (แดง, ส้ม, แสด, ชมพู) สัญลักษณ์ ธาตุไฟ เช่น มะเขือเทศ, พริกสุก, หัวแครอท, มะละกอ, ส้ม, แตงโม ฯลฯ
สีดำ (น้ำเงิน, ม่วง) สัญลักษณ์ ธาตุน้ำ เช่น มะเขือม่วง, เผือก, เห็ดหูหนู, ละมุด, ลูกหว้า, องุ่น ฯลฯ
สีเหลือง (เหลืองแก่, เหลืองอ่อน) สัญลักษณ์ ธาตุดิน เช่น ฟักทอง, ข้าวโพด, พริกเหลือง, มะม่วง, กล้วย, ทุเรียน ฯลฯ
สีเขียว (เขียวเข้ม, เขียวอ่อน) สัญลักษณ์ ธาตุไม้ เช่น ผักคะน้า, ถั่วฝักยาว, ผักบุ้ง, ฝรั่ง, ชมพู่, มะเฟือง ฯลฯ
สีขาว (ขาวนวล, ขาวสะอาด) สัญลักษณ์ ธาตุทอง เช่น หัวผักกาดขาว, ผักกาดขาว, กระหล่ำดอก, มะพร้าว, น้อยหน่า ฯลฯ

ผักผลไม้ไม่จำเป็นต้องมีราคาแพงหรือเป็นประเภทหายาก เช่นพวกผักผลไม้เมืองหนาว ควรยึดหลักราคาถูก ประหยัด แต่มีคุณประโยชน์สูง จึงจะได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่รู้จัก ฉลาดกิน ฉลาดใช้ ประหยัดยอด ประโยชน์เยี่ยม

ประเทศไทยเป็นประเทศที่อุดมสมบูรณ์ด้วยผักผลไม้หลากหลาย ตลดปีเราสามารถเลือกหามาบริโภคได้ไม่ขาดแคลน จึงควรเลือกซื้อมาปรุงและบริโภคให้ครบทั้ง ๕ สี โดยสลับเปลี่ยนหมุนเวียนนำมาบริโภคในแต่ละวันโดยไม่ซ้ำกัน และไม่ควรเลือกทานแต่เฉพาะอย่างหนึ่งอย่างใดที่ตนชอบ โดยไม่คำนึงถึงคุณประโยชน์ หลาย ๆ ท่านเลือกรับประทานผักผลไม้เฉพาะอย่างเพื่อความอร่อยเท่านั้น เป็นการรับประทานอาหารเจที่ยังไม่ถูกหลัก

๒. เมล็ดธัญพืช นอกจากผักผลไม้ที่ต้องรับประทานให้ครบทุกสีเป็นประจำแล้ว เมล็ดธัญพืชได้แก่ ถั่ว ถั่วเปลือกแข็งทุกประเภท พืชที่เป็นหัวในดิน เช่น เผือก มัน กลอย มีคุณค่าทางโภชนาการสูงมาก โดยเฉพาะเมล็ดถั่วมีสารอาหารครบทุกหมู่ ได้แก่ คาร์โบไฮเดรต คือแป้งและน้ำตาล โปรตีน ไขมัน วิตามิน เกลือแร่หลายชนิด คนที่กินเจควรรับประทานถั่วทั้ง ๕ สีเป็นประจำ ได้แก่ ถั่วแดง ถั่วดำ ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ถั่วขาว

ถั่วทั้ง ๕ สีนี้ ราคาไม่แพงมีอยู่แพร่หลาย บางทีก็ทำเป็นของหวานต่าง ๆ เช่น ถั่วดำบด ถั่วแดงต้มน้ำตาล ถั่วเหลืองน้ำกระทิ (เต้าส่วน) ถั่วเขียวต้มน้ำตาลกรวด ถั่วลิสงอบหรือเคลือบน้ำตาล ลูกเดือยบวด ถั่วขาวกวน ฯลฯ สำหรับถั่วขาวไม่ค่อยจะมีการปลูกแพร่หลายในประเทศไทย แต่ก็สามารถรับประทานถั่วลิสงซึ่งให้ประโยชน์ทดแทนกันได้

ทุกคนควรรับประทานถั่วดังกล่าวหมุนเวียนไปให้ครบทุกสีจะทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่เป็นประโยชน์และช่วยเสริมให้อวัยวะหลักสำคัญภายในทำงานได้ดียิ่งขึ้น

เนื้อเมล็ดในของพืชผัก อันได้แก่ เมล็ดทานตะวัน เมล็ดฟักทอง เมล็ดแตงโม มันฮ่อ นับเป็นของขบเคี้ยวที่คนกินเจรู้จักดี เนื้อในของเมล็ดพืชดังกล่าว เป็นแหล่งอาหารที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุและวิตามินมากมายหลายชนิด ซึ่งทรงคุณค่าทางโภชนาการอย่างยิ่ง

๓. การได้รับประทานสาหร่ายทะเลทั้งสดและแห้ง พร้อมทั้งใช้เกลือทะเลมาปรุงลงในอาหาร ทั้ง ๒ อย่างนี้มีไอโอดีน ซึ่งจะสามารถป้องกันโรคคอพอกได้เป็นอย่างดี

๔. งาขาวและงาดำ ในอาหารและขนมคนกินเจควรใช้งาปรุงผสมด้วยเสมอ ไม่ว่าจะเป็นงาขาวหรืองาดำเพราะในเมล็ดงามี กรดไขมันไลโนเลอิค (Linoleic Acid) ซึ่งจำเป็นต่อร่างกายมากแต่ร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้

สำหรับผู้ทำอาหารเจรับประทานเอง ให้นำงาขาวมาล้างเอาผงฝุ่นออกจนสะอาดดี ตักใส่ตะแกรงทิ้งไว้ให้หมาดแล้วใช้ไฟอ่อน ๆ คั่วในกระทะจนสุกเหลือง พอเย็นจึงนำมาโขลกหรือปั่นให้แตกด้วยเครื่อง จะทำให้ได้ประโยชน์จากน้ำมันที่อยู่ในเมล็ดดียิ่งขึ้น งาที่บดแล้วจะมีกลิ่นหอมสามารถนำมาใช้ปรุงอาหารและขนมได้ทุกประเภท ทำให้มีรสดี หอมน่ารับประทาน โดยปกติผู้ท่ากินเจควรรับประทานงาในปริมาณวันละ ๒ ช้อนโต๊ะ ก็นับว่าเพียงพอแก่ความต้องการของร่างกาย

๕. ผู้ที่กินเจไม่ควรรับประทานอาหารรสจัดเกินไป เช่น เผ็ดจัด เค็มจัด ขมจัด เปรี้ยวจัด หวานจัด รสชาติที่จัดมาก ๆ จะส่งผลไปถึงอวัยวะหลักดังนี้
รสขม ส่งผลต่อ หัวใจ
รสเค็ม ส่งผลต่อ ไต
รสหวาน ส่งผลต่อ ม้าม
รสเปรี้ยว ส่งผลต่อ ตับ
รสเผ็ด ส่งผลต่อ ปอด

๖. หลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารหมักดอง เช่น ผักดอง ผลไม้ดอง เครื่องกระป๋อง อาหารสำเร็จรูป ควรหันมารับประทานอาหารสดที่ปรุงใหม่ ๆ จะให้คุณประโยชน์ต่อร่างกายมากว่า

๗. เครื่องดื่ม ควรกินเจควรดื่มน้ำผลไม้สด ๆ ตามธรรมชาติ เช่น น้ำส้ม น้ำมะเขือเทศ น้ำสับปะรด น้ำอ้อย น้ำมะพร้าว น้ำใบบัวบก น้ำมะตูม ฯลฯ น้ำผลไม้ดังกล่าวจะทำให้ร่างกายและผิวพรรณสดชื่นเปล่งปลั่ง เราควรงดน้ำหวานที่ปรุงแต่งรสและเจือสีสังเคราะห์เพื่อหลีกเลี่ยงพิษภัยจากสิ่งปลอมปน

นอกจากการดื่มน้ำผลไม้สด ๆ แล้ว ทุกคนต้องดื่มน้ำสะอาดให้ได้วันละ ๘ แก้วเป็นประจำ

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นหลักความรู้ในการปรุงและบริโภคอาหารเจ ซึ่งคนกินเจต้องยึดถือปฏิบัติเพื่อให้ได้มาซึ่งพลานามัยที่สมบูรณ์ พร้อมทั้งทางร่างกายและจิตใจ



คุณประโยชน์จากการรับประทานอาหารเจ

การรับประทานอาหารเจ ให้ผลต่อร่างกายดังนี้
๑. ร่างกายสามารถขับถ่ายของเสียออกได้หมด ทำให้ไม่มีสารพิษตกค้างอยู่ภายใน สารอาหารที่มีคุณค่าในพืชผักสดผลไม้ ช่วยให้ระบบขับถ่ายและการย่อยเป็นปกติ

๒. เมื่อรับประทานอาหารเจเป็นประจำ โลหิตจะถูกฟอกให้สะอาดขึ้นเรื่อย ๆ เซลล์ต่าง ๆ ของร่างกายเสื่อมสลายช้าลง ทำให้อายุยืนยาวมีผิวพรรณสดชื่นผ่องใส นัยน์ตาแจ่มใส ไม่พร่ามัว ร่างกายแข็งแรง รู้สึกเบาสบาย ไม่อึดอัด มีสุขภาพพลานามัยดีมาก

๓. อวัยวะหลักสำคัญภายใน และอวัยวะประกอบทั้ง ๕ แข็งแรง ทำงานได้เป็นปกติสมบูรณ์มีสมรรถภาพสูง
อวัยวะหลักภายในทั้ง ๕ ได้แก่ หัวใจ ไต ม้าม ตับ ปอด
อวัยวะประกอบทั้ง ๕ ได้แก่ ลำไส้ใหญ่ ลำไส้เล็ก กระเพาะปัสสาวะ กระเพาะอาหาร ถุงน้ำดี

๔. ร่างกายสามารถต้านทานต่อสารพิษต่าง ๆ ได้สูงกว่าคนปกติธรรม สารพิษที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพได้แก่
ก. สารเคมี ยากำจัดศัตรูพืช ยาฆ่าแมลง สาร ดี.ดี.ที
ข. มลภาวะและก๊าซพิษที่เกิดจากการเผาไหม้ในอุตสาหกรรม ไอเสียจากเครื่องจักร ฯลฯ ซึ่งแพร่กระจายปะปนไปในอากาศที่เราหายใจอยู่เป็นประจำและพบว่าปะปนอยู่ในแหล่งน้ำดื่มด้วย
ค. กัมมันตภาพรังสีที่เกิดจากการทดลองระเบิดนิวเคลียร์และในการทำสงคราม สารอาหารในพืชผักช่วยให้เซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย สามารถทนทานต่อการทำลายจากรังสีต่าง ๆ

๕. ในบรรดาผู้ที่รับประทานอาหารเจ อาหารพืชผักและผลไม้เป็นประจำ ความเจ็บไข้ได้ป่วยมักไม่มีปรากฎโดยเฉพาะโรคที่รุนแรงหรือเรื้อรัง เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เส้นเลือดตีบ ไขมันอุดตันในเส้นเลือด โรคไต ไขข้ออักเสบ โรคเก๊าส์ โรคเบาหวาน ฯลฯ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคที่เกี่ยวกับระบบขับถ่าย ย่อยอาหารและทางเดินอาหาร เช่น โรคริดสีดวงทวาร มะเร็งในกระเพาะอาหารและลำไส้ โรคกระเพาะ อาหารไม่ย่อย โรคเหล่านี้จะไม่พบเลยในกลุ่มคนผู้ที่รับประทานอาหารเจ อาหารพืชผักผลไม้เป็นประจำ



การรับประทานอาหารเจ ให้ผลดีต่อจิตใจ ดังนี้

๑. จิตใจมีความสงบ เยือกเย็น สุขุม บังเกิดเมตตาจิตอย่างเต็มเปี่ยม อารมณ์ไม่ฉุนเฉียว ไม่หุนหันพลันแล่น ไม่โกรธง่าย ซึ่งเป็นพื้นฐานเบื้องต้น ที่จะช่วยเกื้อกูลส่งเสริมให้สามารถบำเพ็ญบารมีธรรมก้าวหน้ายิ่ง ๆ ขึ้นไป

๒. หยุดก่อหนี้บาป ตัดเวรกรรมที่ผูกพัน ทำให้ปราศจากศัตรู ทั้งมนุษย์และสัตว์ที่จะคิดมุ่งร้ายพยาบาทอาฆาตติดตามจองเวร

๓. ทำให้มีสติมั่นคง ทั้งในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่และยามที่จิตวิญญาณจะออกจากร่างไป ไม่เป็นคนหวั่นไหวตื่นตระหนกตกใจง่ายต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ สามารถรอดพ้นจากเพทภัยทั้งหลายได้แก่ ภัยจากธรรมชาติ ภัยจากสัตว์ร้าย ภัยจากเคราะห์กรรม

๔. ตนเอง ครอบครัว บุตรหลาน ตลอดจนถึงบริวารจะบังเกิดความเจริญรุ่งเรืองในชีวิต มีเหตุให้ได้เกิดอยู่ในอารยประเทศอันอุดมสมบูรณ์ ชีวิตไม่ต้องตกอยู่ในท่ามกลางการรบฆ่าฟัน ไม่ประสบเหตุการณ์ที่โหดร้าย ทารุณ ฆ่าฟันประหัตประหารล้างผลาญ ย่ำยี ซึ่งกันและกัน

๕. บรรดาเหล่าเทพ พรหม สิ่งศักดิ์สิทธิ์ชั้นสูงต่างสรรเสริญชื่นชม อำนวยอวยพร ให้การอารักขาคุ้มครองตลอดเวลา ไม่มีช่องทางให้วิญญาณต่ำทุกประเภท เข้ามาแอบแฝงแทรกสิงทำอันตรายใด ๆ ได้



หลักธรรมในการกินเจ

ในทัศนะของคนกินเจ การกินที่ทำให้ชีวิตผู้อื่นต้องเดือดร้อนล้มตายนั้น “มันมากเกินไป” ทั้ง ๆ ที่มนุษย์กินแต่อาหารพืชผักก็สามารถมีชีวิตอยู่ได้ คนกินเจไม่กินเนื้อ ไม่ใช่เพราะรังเกียจหรือหวาดกลัวโรคภัยจากสัตว์ แต่เป็นเพราะต่างพากันสะดุ้งสะเทือนที่ได้ยินเสียงร้องคร่ำครวญจากสัตว์ทั้งหลาย ไม่มีคนกินเจคนไหน ทนเห็นผู้อื่นต้องถูกฆ่าโดยไม่รู้สึกเจ็บปวดร้าวรานใจได้

คนประเภทไหนกัน ที่สามารถมองดูผู้อื่นถูกฆ่าตายอย่างทุกข์ทรมาน และได้ยินเสียงร้องขอชีวิตแล้วก็ยังนิ่งเฉยไม่ทำอะไรเลย บรรดาสัตว์ทั้งหลายพูดวิงวอนไม่ได้ เพียงแต่มนุษย์ไม่กินเนื้อก็ช่วยให้สัตว์นับพันนับหมื่นชีวิตรอดตายได้

การกินเจ ตั้งมั่นอยู่บนหลักธรรมสำคัญ ๒ ประการคือ
ข้อที่ ๑. ดำรงชีวิตอยู่ด้วยอาหารที่ไม่เบียดเบียนผู้อื่น กล่าวคือ
- ไม่เอาชีวิตของสัตว์ทั้งหลายมาต่อเติมบำรุงเลี้ยงชีวิตของตน
- ไม่เอาเลือดของสัตว์ทั้งหลาย มาเป็นเลือดของตน
- ไม่เอาเนื้อของสัตว์ทั้งหลาย มาเป็นเนื้อของตน

ข้อที่ ๒. ดำรงชีวิตอยู่ด้วยอาหารที่ไม่เบียดเบียนตนเอง
การรับประทานสิ่งใดก็ตาม ที่ทำลายสุขภาพของร่างกายของตนให้ทรุดโทรมคือ การเบียดเบียนตนเอง ปัจจุบันวิทยาการเจริญก้าวหน้าได้พิสูจน์ยืนยันว่า เลือดและเนื้อของสัตว์ที่ถูกฆ่าตายเต็มไปด้วยพิษภัยมากมาย

นอกจากนี้คนกินเจต้อไงม่บริโภคผักฉุนทั้ง ๕ ได้แก่ กระเทียม หัวหอม หลักเกียว กุ้ยฉ่าย และใบยาสูบ เพราะพืชผักทั้ง ๕ ชนิดนี้ แม้ไม่ใช่เนื้อสัตว์ แต่ให้ผลร้ายต่ออวัยวะหลักสำคัญของร่างกาย

ดังนั้นการกินเจ จึงไม่ใช่เพื่อให้เกิดผลดีต่อจิตใจเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงการมีสุขภาพพลานามัยที่ดีอีกด้วย ร่างกายและจิตใจเป็นของคู่กัน มีความสัมพันธ์ส่งผลถึงกัน คนเราย่อมไม่อาจจะรู้สึกเบิกบานสดชื่นร่าเริงได้ในขณะที่ร่างกายเจ็บป่วยทรุดโทรมย่ำแย่